เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา มีการจัดงานแถลงข่าว เรื่อง "เด็กและเยาวชนอยากเปลี่ยนแปลงอะไรจากระบบการศึกษาไทย" ที่อาคารไอบีเอ็ม ชั้น 13 โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำโดย ดร.ปรีชา เมธาวัสภาคย์ ผู้อำนวยการวิจัยเอแบคโพลล์ สถาบันวิจัยอัสสัมชัญ และ ดร.กฤษณะ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการสสค.
ดร.ปรีชา เมธาวัสภาคย์ เปิดเผยถึงผลสำรวจเอแบคโพลล์ "เด็กและเยาวชนไทยอยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากการศึกษาไทย" เพื่อสะท้อนมุมมองและทัศนคติของเด็กและเยาวชนที่มีต่อระบบการเรียนการสอนของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยสำรวจเด็กและเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 14-18 ปีบริบูรณ์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ 17 จังหวัด จำนวน 4,255 ตย. ระหว่างวันที่ 1-15 เมษายน พบว่าตัวอย่างร้อยละ 58.9 เห็นว่าโอกาสและมาตรฐานทางการศึกษาไทยที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับ เด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถนำเอาความรู้ในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ชีวิตประจำวันได้
"จากความคิดเห็นส่วนของผู้เขียนคิดว่า การที่จะทำให้การศึกษาไทยมีระบบและมาตรฐานที่ดีนั้น ไม่ได้อยู่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะ คิดว่าทุกฝ่ายที่จะต้องปรับเข้าหากัน หมายถึง ในประเทศไทยเรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของการศึกษาไทย ก็มาก งบประมาณที่ได้มากแต่ละหน่วยงานค่อนข้างเยอะ เหตุใดทำไม? ถึงไม่บูรณาวิชาการงานด้านต่างๆเข้าด้วยกัน ร่วมมือช่วยกันพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ??? "
ดร.ปรีชากล่าวต่ออีกว่า คำถามลำดับแรกที่เด็กอยากถามครูมากที่สุด เป็นคำถามที่เกี่ยวกับวิธีการสอนของครู.....
"ทำไม ? ครูไม่หาวิธีการสอนที่สนุก"
"ทำไม ? เวลาสอนต้องอ่านตามหนังสือ"
"ทำไม ? ครูมาสอนหนังสือหรือมาอ่านหนังสือให้นักเรียนฟัง"
"ทำไม ? สอนในห้องเรียนไม่รู้เรื่องแต่สอนพิเศษรู้เรื่อง"
2 ใน 3 อยากให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนของระบบการศึกษาในปัจจุบัน เพราะหลักศูนย์การสอนเน้นเนื้อหาทฤษฎีมากกว่าการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อพิจารณาความสุขต่อรูปแบบการสอนตามระบบการศึกษาในปัจจุบันพบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.78 จากคะแนนเต็ม 10
โอกาสและมาตรฐานการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน ปัจจุบัน การศึกษาเข้าถึงเด็กได้ดีแต่คุณภาพที่ได้กลับมาเกิดความแตกต่างขึ้น เด็ก ไม่ได้อยากเรียนในสิ่งที่อยากเรียน อาจด้วยความหวังจากผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานของตนเองมีอนาคตที่ดีด้วยการไปกำหนดชีวิตหรืออนาคตโดยที่บุตรหลานนั้นไม่ได้เกิดความอยากเรียน หรือสนใจในสิ่งที่เรียน หรืออาจเป็นเพราะช่องทางของทางเลือกอาชีพในสาขาการเรียนที่ไม่ตรงตามความต้องการ หรืออาจเป็นเพราะค่านิยมผิดๆที่ปลูกฝั่งให้เด็กต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ต้องได้คณะที่มีชื่อเสียง ซึ่งคิดว่าเป็นค่านิยมแบบผิดๆ ควรที่จะช่วยกันสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม อาทิเช่น ค่านิยมที่ว่า ค้นพบตัวเองอนาคตอยากเป็นอะไร ชอบงานแบบไหน แล้วมาศึกษาค้นคว้าว่าจะต้องเรียนด้านใด มหาวิทยาลัยใดที่เหมาะแก่การเรียน ไม่ใช่คาดหวังให้เด็กต้องเป็นแบบนั้น หรือเป็นแบบนี้
เด็กเกิดความเครียด ความเครียดที่มาจากการสอบ
และเด็กอาจมีความสุขแค่นิดเดียวคือช่วงที่รู้ว่าตัวเองสอบผ่านหรือไม่ เกรดเฉลี่ยดีหรือไม่
นั้นอาจเป็นความสุขที่ระยะสั้นนิดเดียว
ที่ผ่านมาเด็กต้องทุกข์ตลอดเพราะเครียดกับเรื่องการสอบ เกรด เท่านั้นหรือ?
ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาไทยต่อเด็กและเยาวชน กับ 15 ปี ที่บอกว่าปฎิรูปการเรียนรู้ แต่ปัญหายังคงอยู่ และดูท่าทีว่าปัญหานั้นยังคงทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเด็กและเยาวชนอยากเห็นการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทำอย่างไรให้ใช้ชีวิต ทำงาน มีประสบการณ์ที่สามารถใช้ได้จริงในสังคมปัจจุบัน
สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ครูบางท่านไม่เข้าใจถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เด็กอายุ 17-18 ปี สามารถเรียนได้แค่ 15-20 นาที หลังจากนั้น สมาธิจะหมดลง เด็กสมัยใหม่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวในจอ ถ้าเช่นนั้น ควรจะสอนแบบร่างกายเคลื่อนไหวตามไปด้วยจะดีไหม เพื่อดึงให้เด็กเกิดความสนใจอยากเรียน ใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาในการเรียนการสอนจะดีกว่าไหม เพราะเด็กเกือบทั้งหมดต่างใช้โซเชียลมีเดีย เปรีบยเสมือนอวัยวะที่ 33 ไปแล้ว อาจเปรียบเสมือนได้กับ ปัจจัยที่ 5 ของคนในสังคมปัจจุบันด้วย ควรถึงการอวสารการเรียนการสอนแบบบรรยายแล้วหรือยัง ??
ในด้านของการเรียนภาษาอังกฤษ เด็กส่วนใหญ่มักไม่ชอบการเรียนภาษาอังกฤษ อาจเป็นเพราะเกรดที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร การตำหนิ ดุว่าในเรื่องของการออกเสียงที่ไม่ถูกต้อง ควรจะเปลี่ยนการให้เกรดในรายวิชาภาษาอังกฤษ เป็น ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน จะดีกว่าไหม เด็กจะไม่เกิดความเครียด และอยากสนใจในการเรียนมากยิ่งคิด เปลี่ยนความคิดที่ว่า
.....วิชาภาษาอังกฤษคือภาษาต่างประเทศ เป็น
วิชาภาษาอังกฤษคือ เครื่องมือทำมาหากินในอนาคต.....
เครดิตภาพ :
การศึกษานั้นจะเป็นวงจรชีวิตของความล้มเหลวในด้านการเรียนหรือไม่ ??
จากเด็กนักเรียน เติบโตขึ้นในสังคมมาเป็นผู้ปกครอง จะปลูกฝั่งค่านิยมเดิมๆหรือไม่ ??
และการสอบที่มากเกินความจำเป็น นั้นคือสิ่งที่ตัดสินว่าเด็กจะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นจริงหรือ ??
การศึกษาในปัจจุบันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายต้องหันมาร่วมมือกัน ปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง

