วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

เปิดผลสำรวจเด็กและเยาวชนอยากเปลี่ยนแปลงอะไรมากที่สุดจากระบบการศึกษาไทย

          เมื่อวันที่  23 เมษายนที่ผ่านมา  มีการจัดงานแถลงข่าว เรื่อง  "เด็กและเยาวชนอยากเปลี่ยนแปลงอะไรจากระบบการศึกษาไทย"  ที่อาคารไอบีเอ็ม ชั้น 13 โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)  ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  นำโดย  ดร.ปรีชา  เมธาวัสภาคย์  ผู้อำนวยการวิจัยเอแบคโพลล์  สถาบันวิจัยอัสสัมชัญ และ ดร.กฤษณะ กีรติกร  รองประธานคณะกรรมการสสค.

          ดร.ปรีชา เมธาวัสภาคย์  เปิดเผยถึงผลสำรวจเอแบคโพลล์  "เด็กและเยาวชนไทยอยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากการศึกษาไทย"  เพื่อสะท้อนมุมมองและทัศนคติของเด็กและเยาวชนที่มีต่อระบบการเรียนการสอนของประเทศไทยในปัจจุบัน  โดยสำรวจเด็กและเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่  14-18  ปีบริบูรณ์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ 17 จังหวัด  จำนวน 4,255  ตย.  ระหว่างวันที่  1-15 เมษายน  พบว่าตัวอย่างร้อยละ  58.9  เห็นว่าโอกาสและมาตรฐานทางการศึกษาไทยที่ไม่เท่าเทียมกัน  เช่นเดียวกับ  เด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถนำเอาความรู้ในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ชีวิตประจำวันได้

"จากความคิดเห็นส่วนของผู้เขียนคิดว่า การที่จะทำให้การศึกษาไทยมีระบบและมาตรฐานที่ดีนั้น ไม่ได้อยู่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะ  คิดว่าทุกฝ่ายที่จะต้องปรับเข้าหากัน  หมายถึง ในประเทศไทยเรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของการศึกษาไทย ก็มาก  งบประมาณที่ได้มากแต่ละหน่วยงานค่อนข้างเยอะ  เหตุใดทำไม? ถึงไม่บูรณาวิชาการงานด้านต่างๆเข้าด้วยกัน  ร่วมมือช่วยกันพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ??? "

          ดร.ปรีชากล่าวต่ออีกว่า  คำถามลำดับแรกที่เด็กอยากถามครูมากที่สุด  เป็นคำถามที่เกี่ยวกับวิธีการสอนของครู.....
       "ทำไม ?  ครูไม่หาวิธีการสอนที่สนุก"
       "ทำไม ?  เวลาสอนต้องอ่านตามหนังสือ"
       "ทำไม ?  ครูมาสอนหนังสือหรือมาอ่านหนังสือให้นักเรียนฟัง"
       "ทำไม ?  สอนในห้องเรียนไม่รู้เรื่องแต่สอนพิเศษรู้เรื่อง"
2 ใน 3  อยากให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนของระบบการศึกษาในปัจจุบัน  เพราะหลักศูนย์การสอนเน้นเนื้อหาทฤษฎีมากกว่าการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  เมื่อพิจารณาความสุขต่อรูปแบบการสอนตามระบบการศึกษาในปัจจุบันพบว่า  มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  5.78  จากคะแนนเต็ม 10

เครดิตภาพ : webboard.serithai.net

          
         โอกาสและมาตรฐานการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน  ปัจจุบัน  การศึกษาเข้าถึงเด็กได้ดีแต่คุณภาพที่ได้กลับมาเกิดความแตกต่างขึ้น  เด็ก ไม่ได้อยากเรียนในสิ่งที่อยากเรียน อาจด้วยความหวังจากผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานของตนเองมีอนาคตที่ดีด้วยการไปกำหนดชีวิตหรืออนาคตโดยที่บุตรหลานนั้นไม่ได้เกิดความอยากเรียน หรือสนใจในสิ่งที่เรียน หรืออาจเป็นเพราะช่องทางของทางเลือกอาชีพในสาขาการเรียนที่ไม่ตรงตามความต้องการ  หรืออาจเป็นเพราะค่านิยมผิดๆที่ปลูกฝั่งให้เด็กต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง  ต้องได้คณะที่มีชื่อเสียง  ซึ่งคิดว่าเป็นค่านิยมแบบผิดๆ  ควรที่จะช่วยกันสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม  อาทิเช่น ค่านิยมที่ว่า ค้นพบตัวเองอนาคตอยากเป็นอะไร ชอบงานแบบไหน แล้วมาศึกษาค้นคว้าว่าจะต้องเรียนด้านใด มหาวิทยาลัยใดที่เหมาะแก่การเรียน  ไม่ใช่คาดหวังให้เด็กต้องเป็นแบบนั้น หรือเป็นแบบนี้

เด็กเกิดความเครียด ความเครียดที่มาจากการสอบ 
และเด็กอาจมีความสุขแค่นิดเดียวคือช่วงที่รู้ว่าตัวเองสอบผ่านหรือไม่ เกรดเฉลี่ยดีหรือไม่
นั้นอาจเป็นความสุขที่ระยะสั้นนิดเดียว
ที่ผ่านมาเด็กต้องทุกข์ตลอดเพราะเครียดกับเรื่องการสอบ เกรด เท่านั้นหรือ?

         ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาไทยต่อเด็กและเยาวชน  กับ 15 ปี ที่บอกว่าปฎิรูปการเรียนรู้  แต่ปัญหายังคงอยู่  และดูท่าทีว่าปัญหานั้นยังคงทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเด็กและเยาวชนอยากเห็นการเรียนรู้ที่หลากหลาย  ทำอย่างไรให้ใช้ชีวิต ทำงาน มีประสบการณ์ที่สามารถใช้ได้จริงในสังคมปัจจุบัน

          สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ครูบางท่านไม่เข้าใจถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป  เด็กอายุ 17-18 ปี สามารถเรียนได้แค่  15-20 นาที หลังจากนั้น สมาธิจะหมดลง  เด็กสมัยใหม่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวในจอ  ถ้าเช่นนั้น ควรจะสอนแบบร่างกายเคลื่อนไหวตามไปด้วยจะดีไหม เพื่อดึงให้เด็กเกิดความสนใจอยากเรียน  ใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาในการเรียนการสอนจะดีกว่าไหม เพราะเด็กเกือบทั้งหมดต่างใช้โซเชียลมีเดีย เปรีบยเสมือนอวัยวะที่ 33 ไปแล้ว อาจเปรียบเสมือนได้กับ ปัจจัยที่ 5 ของคนในสังคมปัจจุบันด้วย  ควรถึงการอวสารการเรียนการสอนแบบบรรยายแล้วหรือยัง ??

          ในด้านของการเรียนภาษาอังกฤษ  เด็กส่วนใหญ่มักไม่ชอบการเรียนภาษาอังกฤษ อาจเป็นเพราะเกรดที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร  การตำหนิ ดุว่าในเรื่องของการออกเสียงที่ไม่ถูกต้อง  ควรจะเปลี่ยนการให้เกรดในรายวิชาภาษาอังกฤษ เป็น ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน จะดีกว่าไหม  เด็กจะไม่เกิดความเครียด และอยากสนใจในการเรียนมากยิ่งคิด  เปลี่ยนความคิดที่ว่า  
.....วิชาภาษาอังกฤษคือภาษาต่างประเทศ เป็น  
วิชาภาษาอังกฤษคือ เครื่องมือทำมาหากินในอนาคต.....

เครดิตภาพ : akecity2.blogspot.com



การศึกษานั้นจะเป็นวงจรชีวิตของความล้มเหลวในด้านการเรียนหรือไม่ ??
จากเด็กนักเรียน เติบโตขึ้นในสังคมมาเป็นผู้ปกครอง จะปลูกฝั่งค่านิยมเดิมๆหรือไม่ ??
และการสอบที่มากเกินความจำเป็น นั้นคือสิ่งที่ตัดสินว่าเด็กจะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นจริงหรือ ??
       การศึกษาในปัจจุบันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายต้องหันมาร่วมมือกัน ปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง